เจ้าหญิงนิทรา

ในวันที่อากาศสดใส สายลมเอื่อย ณ ค่ายอาสาแห่งหนึ่ง

"ทำตามหน้าที่ที่ตกลงกันไว้เมื่อวานนะ" ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง เหลือเพียงผมกับเธอ

งานเฝ้าระฆังประจำค่ายคอยตีบอกสัญญาณเป็นงานที่น่าเบื่อแต่ก็สำคัญ กิจกรรมทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่กำหนดเวลาไว้

ความเงียบเข้าครอบงำชั่วครู่

"แกๆ ชั้นฝากดูแป๊บนึงนะ เหลืออีกตั้งหลายนาที ฉันว่าจะงีบสักหน่อย" เธอพูด ตาปรือ ทิ้งตัวลงบนชิงช้าไม้ตัวยาว

ผมยิ้มแทนคำตอบ

แดดสวย อากาศสดใส สายลมเอื่อยพัดโชยอ่อน กระทบเส้นผมเธอพริ้วเบาๆ

ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง

ในใจผมมีเสียงเพลงดังขึ้นเบาๆ

"นั่งมองเธอเนิ่นนาน สายตาเธอพริ้มหลับ สายลมคลอเคล้าแก้มที่อ่อนใส ฉันกล้าอยู่ใกล้เธอ แค่ยามเธอหลับไหล แม้ใจ จะรักเธอตลอดมา"

"ใกล้กันแค่เอื้อมมือ เหมือนไกลกันแสนไกล หัวใจไม่กล้าพอจะไข่วคว้า ได้มองเธอข้างเดียว ก็ดีใจหนักหนา ถึงแม้เวลาจะไม่นาน"

"อย่าเพิ่งตื่นขึ้นมาตอนนี้เลยเธอ ให้ฉันได้แอบมองเธอให้นาน ฉันขอเก็บภาพนี้เอาไปนอนฝัน ให้ฉันนั้นได้แอบ…บอกรักเธอ"

วันที่ฉันป่วยกับเวทมนตร์ของคนที่ได้ชื่อว่า “พ่อ” กับ “แม่”

ป่วยครับ
อาจเป็นเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงถี่เหมือนซี่ฟัน หรือกองงานที่ทับถมก็ไม่ทราบ รู้ตัวอีกทีตอนอยู่หน้าคอมเวลาประมาณ 5 ทุ่มนิดๆ ก็รู้สึกวูบ งงๆหัว บ้านหมุนๆไปเสียแล้ว  เลยตัดสินใจวางงานทั้งหมด กินยาแล้วเข้านอน

เช้ามายังมึนเหมือนเดิม อากาศก็ยังอึมครึมไม่เปลี่ยน เลยโทรไปลางานเพื่อชาร์จพลังฟื้นสังขารอีกหนึ่งวัน

กินข้าวได้ 3 คำ กินยา 1 เม็ด แล้วนอนต่อ

……………………..

กว่าสองเดือนแล้วที่ได้ไปทำงานที่นี่  โลกใบเล็กๆอันอบอุ่น

แต่มันก็มาพร้อมกับภาระ การเปลี่ยนแปลง และอะไรหลายๆอย่างที่เราจะต้องพยายามหมุนตามมันให้ทัน

และก็มีบ้างที่ผมหลุดวงโคจร

……………………..

หลับไปนานแค่ไหนแล้วไม่รู้ เหลือบดูนาฬิกาตัวเก่งประจำบ้าน มันหยุดคลานเข็มยาวชี้เลข 6 เข็มสั้นชี้เลข 7 ตั้งแต่ตอนก่อนผมจะหลับ

คนป่วย นาฬิกายังมาตายอีก

ยังมึนๆอยู่ กินน้ำ 1 แก้วแล้วนอนต่อ

……………………..

"ปัญหามากมายพาใจอ่อนล้า ทั้งๆไม่เจตนาแต่ปัญหาก็มาจนได้" 
เป็นท่อนหนึ่งของเพลงยาใจคนจน จู่ๆผมก็นึกถึงเพลงนี้ขึ้นมา

อาจเป็นเพราะ หลายเย็นที่ผ่านมานี้ผมร้องเพลงนี้บ่อยครั้งหลังกลับจากทำงาน ขณะจัดการงานบ้านต่างๆ

เศษใบไม้ที่หล่นกระจัดกระจายเต็มพื้นเพราะลมฝน เสียงไก่จอแจรอกินข้าว พื้นบ้านที่เลอะไปด้วยรอยเท้าสุนัขตัวอ้วนของบ้านที่เพิ่งลุยโคลนมา จานที่ยังไม่ได้ล้าง เมนูอาหารเย็นและอาหารเช้าวันต่อไปที่ยังไม่ได้คิด 

พ่อกับแม่ไปทำงานต่างจังหวัดได้เกือบ 1 อาทิตย์แล้ว

……………………..

ผมตื่นขึ้นมาอีกที อาการมึนหัวเริ่มดีขึ้นแล้ว

นาฬิกาชรากลับมาคลานต้วมเตี้ยมอีกครั้ง มีกลิ่นหอมมาจากในครัว ผมเดินตามกลิ่นนั้นไป

พ่อกับแม่กลับมาแล้ว

ไม่มีเสียงไก่จอแจ เศษใบไม้กองเป็นกองใต้ต้น พื้นบ้านเงาวับ สุนัขตัวอ้วนนอนขนเปียกตาปรือมีความสุขในที่ของมัน และอาหารเย็นที่คุ้นเคย

……………………..

ผมนึกถึงข้อความในบล็อกของพี่ชายใจดีคนหนึ่งเขียนเรื่องเวทมนตร์ของคนเป็นแม่ได้อย่างน่าอ่านและอบอุ่น

ไม่น่าเป็นครั้งแรกที่ผมประหลาดใจและแปลกใจกับเวทมนตร์ดังกล่าว แต่เวลาที่ป่วย อารมณ์เหงาๆ เศร้าๆ แบบนี้มันทำให้เกิดความรู้สึกที่แสนพิเศษ

……………………..

เกือบ 4 ทุ่ม แล้ว ผมนอนหลับอีกครั้ง

พรุ่งนี้ต้องฝึกเวทมนตร์

ข้อความถึงตัวฉันเมื่อวันที่อายุครบ25

สวัสดีตัวฉันในวัย 25 หวังว่านายคงจะสบายดีนะ

หนึ่งปีที่ผ่านมาผ่านเรื่องสำคัญในชีวิตตั้งสองครั้งคืองานบวชและเกณฑ์ทหาร รู้สึกว่าฉันโตขึ้นมาอีกนิดหน่อยนะ
หนังสือที่ฉันอ่านก็เปลี่ยนแนวไป ฉันชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น
พูดถึงความฝันของฉันกันบ้าง ดูมันไม่ค่อยจะโตขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไรเลยแฮะ ไม่รู้ว่าฉันอยากให้มันโตไวไวหรือว่าฉันยังเอาใจใส่กับมันไม่มากพอก็ไม่รู้

หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ฉันว่าฉันเอาใจใส่กับเวลามากขึ้น ฉันคิดว่าฉันได้ความคิดนี้มาจากการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์และเหตุการณ์ที่ฉันเกือบจะสูญเสียอิสระช่วงหนึ่งของชีวิตไป ถึงอย่างนั้นก็นะ บางทีฉันก็ลืมความคิดนี้ไปในบางเวลา ปล่อยเผลอตัวเผลอใจไปกับความว่างเปล่า เอาเป็นว่าฉันจะพยายามแล้วกันนะ
มีอะไรหลายอย่างที่ฉันคิดว่าอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำอีกตั้งเยอะเลย (จนบางครั้งมันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งไหนที่มันคือความฝันจริงๆของฉันกันแน่)

วันก่อนฉันอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขียนประมาณว่า "ถ้าเราเริ่มช้าเราอาจไปถึงมันไม่ทัน นอกจากจะมีความฝันแล้ว เราต้องไปถึงมันให้ทันด้วย"
ตอนฉันอายุ 23 ฉันกลัวว่าพอเราโตขึ้นเราจะลืมหรือละเลยเรื่องจินตนาการและความฝันไป แต่ฉัน ณ ตอนนี้มีอีกอย่างที่ฉันหวงแหนคือเวลานี่ล่ะ

หวังว่าตอนที่นายอ่านข้อความนี้ ความฝันของเราคงจะโตขึ้นและเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้าง

ตัวฉันเองตอนอายุ 24
13 เมษา 2553 21.50

นั่งรถไฟไปงานสัปดาห์หนังสือ : การเดินทางเพื่อรับและส่งต่อแรงบันดาลใจครั้งล่าสุด

สวัสดีเพื่อนสาวตัวน้อย
ทักทายกันอย่างเช่นเคย หวังว่าแกและหัวใจดวงน้อยๆของแกคงจะสบายดี นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ฉันนั่งน้องม้าเหล็กขบวนยาว(ที่แกเรียก)ขบวนเดิม เข้าสู่เมืองหลวงของประเทศไทยเพื่อไปงานสัปดาห์หนังสือ และครั้งนี้ก็เป็นการเดินทางอีกครั้งที่น่าประทับใจ

ครั้งนี้ดูสมาชิกที่ร่วมเดินทางอาจจะเยอะสักหน่อย เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนก่อน ตอนบ่ายแสนน่าเบื่อของวันอากาศอบอ้าววันหนึ่ง ฉันขี่รถออกไปรับแรงบันดาลใจและหาอะไรอ่านในร้านเช่าการ์ตูนเจ้าประจำ
น้องพนักงานสาวร้านเช่าการ์ตูนยังคงคุยเก่งเหมือนเช่นเคย ฉันจำไม่ได้ว่าเราคุยอะไรกันบ้าง แต่เรื่องมันจบตรงที่ฉันรับปากว่าจะพาน้องเขาและก๊วนชาวเช่าการ์ตูนจำนวนหนึ่งขึ้นรถไฟไปงานสัปดาห์หนังสือด้วย

หลังจากนั้นฉันก็แวะไปเช่าการ์ตูนอยู่เรื่อยๆตามปกติ ดูน้องเขาจะตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างมาก ถามเรื่องการเดินทางอย่างกระตือรือร้น น้องบอกว่าไปงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้เป็นครั้งแรก จะไปเดินดูบรรยากาศและหาซื้อหนังสือนิยายมาเพิ่มในร้าน 
"พี่พาไปแค่ถึงงานก็พอ ถึงแล้วแยกกันเดินก็ได้ เดี๋ยวพวกหนูอาจจะไปที่อื่นกันต่อ" เธอพูดเสียงสดใส

มันทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวครั้งแรกที่แกและอาจารย์ใจดีคนนั้นพาฉันออกเดินทาง
คุณหมอนักแต่งเพลงคนสวยที่ฉันปลื้มเคยบอกไว้ว่า "เราจะพาคนคนหนึ่งไปได้ไกลเท่าที่ที่เราเคยไป" เห็นจะจริง ถึงตาฉันพาคนอื่นไปบ้างแล้ว
 

เช้าวันที่ออกเดินทางรวมฉันกับเพื่อนฉันสมัย ม.ปลายอีกหนึ่งคน สมาชิกในการเดินทางครั้งนี้ก็เกือบสิบ

ท่ามกลางความตึงเครียดของการเมือง มันทำให้ฉันอดเป็นห่วงเล็กๆในการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราถึงงานสัปดาห์หนังสือก่อนเวลาเริ่มพักใหญ่ ที่สะดุดตาเป็นอย่างแรกของปีนี้ก็คือมีบูทเปิดใหม่ตรงบริเวณทางเข้าด้วย

เมื่อประตูเข้างานเปิด ขณะที่ฉันและเพื่อนสมัย ม.ปลาย สนใจพนักงานขาย เอ๊ย สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์หนึ่ง คลื่นฝูงชนก็ซัดกลุ่มน้องๆหายไปในพริบตา แล้วเราก็แยกเป็นสองกลุ่ม

"เราจะพาคนคนหนึ่งไปได้ไกลเท่าที่ที่เราเคยไป" ฉันพามาได้แต่รู้สึกว่ายังทำหน้าที่ได้ไม่ค่อยดีเท่าไรจริงๆ 

ฉันกับเพื่อนเดินดูหนังสือในงานกันพักใหญ่ แต่ก็ยังไม่ค่อยได้หนังสืออะไรเพราะติดใจที่จะเดินดูสาวๆในงานมากกว่า
ล้อเล่นนะ ฉันกะว่าจะเดินดูร้านต่างๆให้ทั่วก่อนแล้วค่อยซื้อตอนบ่าย ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวสัมภาระจะทำให้การเดินเล่นลดความสนุกลง ปีนี้รวมหนังสือที่รับปากให้ฝากซื้อกับหนังสือที่ฉันอยากได้ก็หลายเล่มเอาการ อีกอย่างฉันกะจะกลับรถเที่ยวเย็นอยู่แล้ว เนื่องจากฉันมีนัดกับสาวน้อยคนนั้น สาวน้อยนักวาดการ์ตูนที่เกิดวันเดียวกับแกและพี่สาวแก

ฉันกับเพื่อนเดินกันจนหมดพลังข้าวเช้า จึงหาอะไรรองท้อง ช่วงบ่ายมีพี่ชายใจดีกับเพื่อนชายร่างยักษ์มาสมทบด้วยก่อนที่เพื่อนของฉันจะขอตัวกลับ

ช่วงบ่ายรู้สึกว่าคนจะมากกว่าช่วงเช้าพอสมควรทีเดียว บูทของสำนักพิมพ์ที่ดังๆกว่าจะผ่านฝูงชนออกมาได้ก็ใช้เวลามากอยู่ ฉันปลีกตัวออกจากกลุ่มคณะเดินทางสมทบไปบูทเป้าหมายเป็นครั้งที่สอง และฉันก็มาถึงพร้อมกันกับสาวน้อยนักวาดการ์ตูนคนนั้นพอดี

ไม่ผิดเลยที่แกจะชื่นชอบเธอ มุนินตัวจริงเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากๆ

มีแฟนคลับยืนรอขอลายเซ็นกันพอสมควร ฉันประทับใจที่เธอเซ็นลายเซ็นด้วยการวาดรูปตัวการ์ตูนเป็นคนที่มาขอด้วยมือซ้ายอย่างกระฉับกระเฉง

ถึงคราวฉัน ฉันขอให้มุนินวาดรูปตัวมุนินเอง ฉันบอกเหตุผลไปว่าจะเอาไปให้เป็นของขวัญวันเกิดแกเพราะเกิดวันเดียวกับมุนิน  สาวน้อยนักวาดการ์ตูนแปลกใจ ส่งยิ้มตาหยีเล็กๆ และพูดน้ำเสียงน่ารักว่า "งั้นแสดงว่าต้องสวยมากแน่ๆ"
ฉันตอบไปว่าใช่ สวยมาก ทำเธอหัวเราะร่าแล้วก้มหน้าก้มตาสะบัดข้อมือซ้าย วาดปากกาไปมา สุดท้ายก็ออกมาเป็นตัวการ์ตูนลายเส้นอบอุ่นพร้อมคำอวยพร  เธอส่งหนังสือคืนให้พร้อมรอยยิ้ม ฉันรับหนังสือพลางกล่าวขอบคุณและถอยออกมาเพื่อให้คนอื่นได้ลายเซ็นเธอบ้าง

ฉันว่าฉันตกหลุมรักสาวน้อยที่เกิดวันที่ 12 เมษาและเขียนการ์ตูนด้วยมือซ้ายคนนี้เสียแล้ว แต่ก็ต้องห้ามใจเพราะจำได้ว่าแกบอกว่าเธอคนนี้มีแฟนแล้ว (ฮา)

ฉันเดินออกมาด้วยหัวใจที่พองโตและแรงบันดาลใจที่ล้นปรี่ ฉันว่ามันเหมือนกับตอนนั้น ตอนที่ฉันรอขอลายเซ็นนักเขียนหน้าตี๋ และตอนที่ฉันรอขอลายเซ็นคุณหมอนักแต่งเพลงคนสวยคนนั้น

ไปงานหนังสือทั้งที จะไม่พูดถึงเรื่องหนังสือก็ดูอย่างไรอยู่
เมื่อเวลาผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง แม้แต่หนังสือที่อ่านฉันก็เริ่มเปลี่ยนแนวไป รื้อดูจดหมายเก่าๆที่เขียนถึงแกปีที่แล้วฉันยังบ่นให้แกฟังถึงเรื่องรักๆ หนังสือแนวๆความรักอยู่เลย
แต่ตอนนี้ฉันสนุกกับอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ พวกจักรวาลอวกาศ โลกคู่ขนาน การเดินทางข้ามเวลา บิ๊กแบง การกำเนิดจักรวาล ทฤษฎีสตริง อะไรแนวๆนี้

ถึงบางเรื่องจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็เถอะ

ฉันชอบเพราะมันเปิดจินตนาการ มันพาฉันข้ามผ่านอวกาศแสนกว้างใหญ่ พาฉันย้อนอดีตกลับยังจุดกำเนิดของทุกสิ่ง จุดที่แม้แต่ฟิสิกส์ในยุคปัจจุบันก็ใช้กับมันไม่ได้
มันพาฉันไปในส่วนที่จินตนาการของฉันยังก้าวผ่านไปไม่ถึง

การเดินทางไปพร้อมกับหนังสือกับการเดินทางออกไปพบกับธรรมชาติแสนกว้างใหญ่ข้างนอกไม่ต่างกันตรงที่มันทำให้ฉันสำนึกทั้งเจียมตัวว่า มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เล็กจ้อย ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าอะไรทั้งนั้น เรามาอยู่ในที่แห่งนี้ เรามายืมใช้พื้นที่แห่งนี้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น

แกว่าฉันคิดช้าไปไหม ถ้าฉันชอบมันตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ เกรดการเรียนในเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ของฉันบางทีอาจจะสวยหรูมากกว่านี้ก็ได้  (ฮา)

สุดท้าย การเดินทางไปงานสัปดาห์หนังสือก็ยังคงให้แรงบันดาลใจและจุดไฟให้กับฉันเสมอๆ

ไม่กี่วันหลังจากที่ฉันจบจดหมายฉบับนี้ลง ฉันจะออกเดินทางอีกครั้ง มันเป็นการเดินทางที่ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าจุดหมายปลายทางของฉันจะไปหยุดลงที่ตรงจุดใด
แต่ใครจะสน เช่นทุกครั้งที่ฉันเดินทาง ภาพความทรงจำระหว่างเดินทางมันชัดเจนกว่าตรงปลายทางเสมอ
ฉันคงบอกแกจนแกเริ่มเบื่อแล้วแน่ว่า ถ้าการเดินทางทำให้คนเราเติบโต ฉันมั่นใจว่าการเดินทางครั้งใหม่นี้มันต้องทำให้ฉันเติบโตขึ้นอีกแน่นอน

แล้วเจอกันวันที่ฉันเริ่มออกเดินทาง

คิดถึงเสมอ
นานต์นานต์ของแก

เธอผู้เป็นเช่นเพลงรัก

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเพลงคุ้นหูจากโทรศัพท์ข้างเตียง มันไม่ใช่เพลงสุดฮิตที่คนร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมืองในขณะนั้น มันเป็นเพลงธรรมดา แต่ว่ามีความหมาย
เพลงที่ผมกับเธอร่วมกันร้อง

เอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ ผมตาสว่างทันทีเมื่อรู้ว่าปลายคือเจ้าของเสียงเดียวกับเสียงเมื่อครู่
เสียงปลายสายยังคงสดใสเหมือนเคย ทุกเสียง ทุกคำพูดทำให้ผมรับรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงเจือเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจางๆผ่านทางสัญญาณโทรศัพท์มาด้วยตลอดการสนทนา
จินตนาการไม่ยากเลยว่าเธอคงร่าเริงดั่งเช่นทุกครั้งที่เราได้คุยกัน

หลังวางหูผมหยิบกีตาร์คู่ใจ กรีดสาย บรรเลงทำนองสดใสแปลกหู หยิบกระดาษ ปากกาจดไว้คร่าวๆ
ภาพวันเก่าๆฟุ้งกระจาย

ผมนึกสภาพตัวเองเมื่อหนึ่งปีก่อนไม่ออก แต่ความรู้สึกบางอย่างยังคงแจ่มชัดและสัมผัสได้ ช่วงเวลาที่ชีวิตนี้ผมคงไม่มีวันลืม

ผมพบผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นดั่งเช่นเพลงหวาน ที่ใครต่อใครอาจตกหลุมรักได้ง่ายๆแม้ได้ยินแค่เพียงโน๊ตตัวแรก ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ตกหล่มหลุมลุ่มหลงไปกับท่วงทำนองอ่อนหวานแสนไพเราะนั้น
เธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผมจับปากกาเขียนเพลงแรกในชีวิต

แต่ในท้ายที่สุดผมก็พบว่า สำหรับเธอ ผมเป็นเพียงเพลงที่เธอร้องไม่ได้ ไม่สิ เป็นเพลงที่เธอไม่คิดแม้แต่จะฟังเสียด้วยซ้ำ

เงียบเหงา ว่างเปล่า แม้แต่เพลงเศร้าก็เขียนไม่ได้

ผมละทิ้งทุกอย่าง ทิ้งกีตาร์ให้ฝุ่นเกาะจนหนา รอยด้านกระด้างที่นิ้วมือค่อยๆจางหายไป ผมทิ้งปากกาและกระดาษที่เปื้อนคราบหยาดน้ำตาไว้ในลิ้นชักส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ
ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ผมไม่อยากได้ยิน ไม่อยากได้ยินเพลงรักใดๆทั้งสิ้น ไม่อยากได้ยินแม้กระทั่งเสียงเต้นของหัวใจผมเอง
ปล่อยตัวจนจ่อมกับความเศร้าไร้ขอบเขต เข็มนาฬิกาเคลื่อนช้าจนทบจะรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนผ่านแต่ละเสี้ยวของห้วงเวลา

หกเดือนที่แสนนาน

จนกระทั่งเธอคนนั้นได้ผ่านเข้ามา

เธอเป็นดั่งเช่นเพลงที่ผมไม่เคยรู้จัก  ความน่ารักและความสดใสของเธอมีพลังอย่างประหลาด
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอช่วยเยียวยารักษาหัวใจและแง้มลิ้นชักที่ปิดตายให้เปิดออก

ผมรู้ได้ทันทีว่าผมรักเธอ

และเธอก็รักผมเช่นกัน

ดั่งสายกีตาร์ที่ต่างอยู่โดดเดี่ยวแต่สั่นสะเทือนด้วยท่วงทำนองสอดประสานคล้องจองไปด้วยกัน เธอทำให้ความฝันและความหวังของผมกลับฟื้นคืนมา ทำให้ผมกล้าจับกีตาร์และปากกาอีกครั้ง
ความรักของเธอโอบกอดผมจากทางด้านหลังพลางจับมือผมอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน
เราร่วมกันเขียนเพลงนั้นขึ้นมาและร้องเล่นกีตาร์กันอย่างสนุก

หกเดือนหลังที่แสนสุข

ปัจจุบันมีเพลงที่ผมเขียนไว้หลายเพลง ส่วนใหญ่ก็ได้แรงบันดาลใจจากเธอ
ว่ากันว่าถ้ามีความรักจะเขียนเพลงรักได้นับสิบเพลง ถ้าอกหักจะเขียนเพลงรักได้นับร้อยเพลง แต่การมีรักครั้งใหม่ก็เขียนเพลงรักได้มากมายไม่แพ้กัน

จากถ้อยทำนองแปลกหูที่ผมไม่เคยรู้จัก กลายเป็นเพลงรักเพลงเดียวที่ผมจะรักตลอดไป

"เธอผู้เป็นเช่นเพลงรักของผม"

เธอคือ…

เธอคือ…แสงแดดยามเช้า
เธอคือ…เมฆขาวในวันฟ้าใส

เธอคือ…ดวงดารางดงามเกินก
ว่าใคร

เธอคือ…พื้นทรายที่โอบกอด
ผืนทะเล


เธอคือ…บทเพลงที่ฉันไม่เค

ยรู้จัก

เธอคือ…เพลงรักปลอบใจวันฉ
ันว้าเหว่

เธอคือ…เพลงหวานวันที่ฉัน
ยังลังเล

เธอคือ…เพลงสนุกแสนฮาเฮวั
นที่ฉันถูกทอดทิ้ง


เธอคือ…ความรักของฉันอีกค

รั้ง

เธอคือ…ความหวังของฉันที่
สำคัญยิ่ง

เธอคือ…ความฝันของฉันที่ก
ลายเป็นความจริง

เธอคือ…ทุกสิ่งของฉันทุกว
ันคืน

รักเธอจัง..

สุดมัน วันฉันสอบใบขับขี่

ผมตัดสินใจอย่างแน่วแน่เมื่ออาทิตย์ก่อนว่าจะลิกใช้ชีวิตเด็กแว้นเถื่อน ไปทำใบขับขี่เพื่อจะแว้นได้อย่างถูกกฎหมาย จะได้ไม่ต้องหลบขวา หลบซ้ายเวลาเจอพี่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่

ผมค้นหาข้อมูลต่างๆด้วยอุปกรณ์ค้นหาสุดฮิตที่ตอนนี้มันครอบงำชีวิตผมไปกว่าครึ่งแล้ว ได้ความว่าเอกสารที่ใช้ได้แก่ 1. สำเนาบัตรประชาชนและตัวจริง 2. สำเนาทะเบียนบ้าน 3.ใบรับรองแพทย์

ขาดแต่อย่างหลังผมเลยจัดการให้เรียบร้อยโดยไปที่คลีนิคแห่งหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการทำใบรับรองแพทย์ มีผู้หญิง 2 คนก่อนผมได้ยินเธอพูดว่ามาขอใบรับรองแพทย์ไปทำใบขับขี่เช่นกัน หมอเซ็น 2 ที เสียเงิน 20 ได้ใบรับรองแพทย์มาโดยไม่ต้องแตะตัวคนไข้เลยแม้แต่น้อย อืม.. สมกับเป็นมืออาชีพ

เอกสารพร้อม กายพร้อม ใจพร้อม รถพร้อม วันต่อมาผมก็ไปสอบใบขับขี่ ผมมาถึงก่อนเวลาพอสมควร เพราะดูในแผนที่เหมือนว่าจะไกลเลยเผื่อเวลาไว้เยอะ

นั่งรอจนได้เวลาก็ขึ้นไปเอาเอกสารยื่น รับบัตรคิว รอเรียกเข้ารับการทดสอบ การทดสอบอันดับแรกคือทดสอบการรับรู้สี จะมีแผ่นโปสเตอร์จุดกลมๆรวมสีเขียว เหลือง แดง มีคนคอยชี้ให้เราปิดตาทีละข้างแล้วตอบให้ถูก

อันดับต่อไปทดสอบประสาทสัมผัสเท้า จะมีคันเร่งและเบรคจำลองเหมือนในรถยนต์ ให้เหยียบคันเร่งจนไฟเขียวขึ้นแล้วเหยียบเบรค ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

หลังจากนั้นก็รอนั่งอบรมจะมีวีดีโอให้ดูและมีวิทยากรบรรยาย ผมเพิ่งสังเกตว่ามีคนมาทำใบขับขี่เยอะพอสมควร อบรมพร้อมกันเลยระหว่างคนที่มาสอบใบขับขี่รถยนต์และรถมอเตอร์ไซต์ เขาจะสอนเรื่องมารยาทการใช้รถ การชับขี่ปลอดภัย สัญญาณไฟ สัญลักษณ์ป้ายต่างๆ เมื่ออบรมเสร็จก็ถึงเวลารอบภาคทฤษฎีรอบเช้า

ที่ทดสอบไฮโซมากเป็นตู้คล้ายๆตู้เกมส์ตามห้าง ให้เราเอาบัตรคล้ายๆบัตร ATM เสียบลงไปแล้วก็กดทำข้อสอบหน้าตู้ได้เลย รู้ผลเดี๋ยวนั้นเลยว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ข้อสอบมี 30 ข้อ ทำผิดได้ 7 ข้อครับ ผมทำผิดไป 4 ข้อ เพราะมีข้อเกี่ยวกับรถยนต์มาออกด้วย สงสัยจะมั่วไปไม่ถูก

สอบข้อเขียนเสร็จก็พักกินข้าว รอสอบปฏิบัติรอบบ่าย

การสอบปฏิบัติสร้างความแปลกใจให้ผมมาก มีการทดสอบขี่รถทรงตัวบนไม้กระดาน ขี่รถรอบเกาะกลางถนน 1 รอบ แล้วก็ขี่สลับฟันปลาผ่านกรวย 4-5 อันแล้วก็หยุดรถที่กรวยอันสุดท้ายเป็นอันเรียบร้อย หลังจากที่ผู้อ่านอ่านมาถึงประโยคนี้ ผมก็สอบใบขับขี่เสร็จพอดี
พระเจ้า คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที !! (อย่างที่ฟังมาจริงๆว่าสอบใบขับขี่มอเตอร์ไซต์ง่ายกว่าสอบใบขับขี่รถยนตร์เยอะ)

หลังจากนั้นก็ทำบัตร จ่ายเงิน ถ่ายรูปเป็นอันเสร็จพิธี สรุปสั้นๆอีกรอบแล้วกันครับ เผื่อใครที่จะไปทำใบขับขี่มาอ่านเจอ

-เอกสารที่ต้องใช้
1.สำเนาบัตรประชาชน (และตัวจริง)
2.สำเนาทะเบียนบ้าน
3.ใบรับรองแพทย์

-รูปถ่ายไม่ต้องเขาจะถ่ายให้
-ค่าใช้จ่าย 55 บาท ถ้าทำสมาร์ทการ์ดเสียอีก 100 เป็น 155 (ผมอยากรู้ว่ามันเป็นแบบไหน เลยทำแบบสมาร์ทการ์ดมา สวยดีเหมือนกัน ไม่ต้องทำก็ได้ เขาไม่บังคับ)
-ทำครั้งแรกบัตรใช้ได้ 1 ปี พอครบต้องมาต่อเป็นแบบ 5 ปี ต่ออายุล่วงหน้าได้ 3 เดือน
-ทำบัตรที่ขนส่งที่ไหนก็ได้ในประเทศ ไม่จำเป็นต้องทำใกล้บ้าน สมมติว่าคุณอยู่นครปฐม อยากไปดูหมีแพนด้าแล้วแวะทำใบขับขี่ที่เชียงใหม่ก็ได้ เขาออนไลน์กันหมดแล้ว

-ขั้นตอนการสอบ
ตอนเช้า
1.ทดสอบการรับรู้สี
2.ทดสอบประสาทสัมผัสเท้า
3.ทดสอบการรับรู้ด้านข้าง
4.เข้าอบรม 2 ชั่วโมง
5.ทดสอบข้อเขียนด้วยคอมพิวเตอร์ 1คำถาม 4 ตัวเลือก มี 30 ข้อ ผิดได้ 7 ข้อ

ตอนบ่าย
สอบภาคปฏิบัติ (ไม่ยาก) มีทรงตัวบนไม้กระดาน เปิดปิดไฟเลี้ยว ขี่วนรอบเกาะกลางถนน ขี่สลับฟันปลา หยุดรถ
จ่ายเงิน ถ่ายรูปทำบัตร เป็นอันเสร็จพิธี

มันยังไม่จยแค่นี้ครับ ขณะที่ผมลั้ลลากับใบขับขี่ใหม่กำลังจะกลับบ้าน มอเตอร์ไซต์คู่ใจของผม ล้อหลังมีอาการสั่นอย่างผิดปกติ สุดท้ายผมก็ประครองไว้ไม่อยู่ ล้มเอาหัวเข่าครูดถนนเล่นไป 2 ที ลากสังขารกลับมาบ้านเพิ่งสังเกตว่าล้อหลังมันบวมๆ แถมดอกยางก็หมด คาดว่าน่าจะเป็นที่ขี่รถไปไกลและจอดรถตากแดด ล้อมันเลยเกิดอาการแปลกๆ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1.ใบขับขี่เอาไว้กันตำรวจ มันไม่ได้ช่วยกันอุบัติเหตุ
2.อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผมก็ขี่รถมาตามปกติ (ใครที่เคยนั่งซ้อนท้ายผมจะรู้ว่าผมไม่ใช่คนขี่รถเร็ว เพราะติดนิสัยขี่จักรยานชมวิวตั้งอต่ตอนสมัยเรียน ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟัง)

อ่อ อีกอย่าง บางครั้งแม้คุณจะไม่ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ แต่คนอื่นก็อาจสร้างอุบัติเหตุให้คุณได้ ผมเคยเห็นหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มีคนจอดรถเข็นไว้บนเนินหน้าบ้านของเขาเอง ประจวบกับมีรถมอเตอร์ไซต์คันหนึ่งขี่มาพอดี รรถไหลลงมายังไงไม่ทราบเกี่ยวมอเตอร์ไซตืล้มซะอย่างนั้นทั้งๆที่ขี่มาดีๆ

3.เพราะฉะนั้น ตั้งสติก่อนสตาร์ท สวมหมวกกันน็อค คาดเข็มขัดนิรภัย และเช็คสภาพรถของท่านให้พร้อมอยู่เสมอ ขับรถช้าๆ มีสติ และเคารพกฎจราจร ช่วยรถอุบัติเหตุได้ครับ

ไว้จะมาเล่าเรื่องตอนขี่จักรยานให้ฟัง ขับขี่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุทุกคนครับ สวัสดี

———————————————–
เขียนใส่กระดาษ ดองไว้เป็นอาทิตย์แล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้เลยพิมพ์ให้อ่านกันจ้า

ได้ยินไหมว่าฉันแอบรัก

ทุกคืนวันพฤหัสผมจะนั่งเฝ้าหน้าจอทีวีดูรายการหนึ่ง ช่วงกลางของรายการเป็นช่วงที่ผมชอบดูที่สุด จะมีคู่รักมาสารภาพรักกันในช่วงนี้ คนที่สารภาพรักจะนั่งรถไฟออกมาบอกความในใจให้อีกฝ่ายรู้ภายใน 60 วินาที ส่วนอีกฝ่ายก็มีหน้าที่โยกคันโยกว่าจะตกลงหรือปฏิเสธ โดยดารารับเชิญจะต้องทายให้ถูกว่าตกลงหรือปฏิเสธ

แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ตรงที่เรื่องราวความรักของทั้งคู๋และการลุ้นไปกับการตัดสินใจมากกว่า ทั้งพิธีกร ดารารับเชิญ ผมและคนดูทางบ้าน รวมทั้งคนที่มาสารภาพรักต่างก็ตั้งตาลุ้นกันว่าคนถูกสารภาพรักจะตอบว่าอย่างไร มีบางครั้งที่สมหวัง บางครั้งก็ผิดหวัง คละเคล้ากันไป

วันนี้ก็เช่นกัน ฝ่ายหญิงเป็นคนสารภาพรัก ฝ่ายชายเป็นฝ่ายถูกบอกรัก ทั้งสองคนรู้จักกันเพราะเล่นเกมส์ออนไลน์ จากนั้นก็เป็นเพื่อนกันนอกจอ จนสนิทเข้าขั้นฝ่ายชายยกให้ฝ่ายหญิงเป็นศิราณีปรึกษาปัญหาหัวใจส่วนตัวโดยที่ไม่รู้เลยว่าศิราณีคนนี้กลับมีใจให้เกินกว่าที่ปรึกษาไปแล้ว 

ดูแล้วมันคันตรงง่ามใจอย่างไรไม่ทราบ จากง่ามใจลามมาถึงปลายมือจนต้องพรมปุ่มคีย์บอร์ด ให้คลอดข้อความออกมาในบล็อกวันนี้นี่ล่ะ

ผมอดที่จะเขินตามคนที่มาสารภาพรักไม่ได้ ตอนที่รถไฟวิ่งออกมา ฝ่ายหญิงก็เล่าเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา ก่อนที่จะร้องเพลงแห่งความทรงจำให้ฝ่ายชาย แถมตบท้ายด้วยคำว่า "รัก" เสียงในห้องส่งอุทานฮือ ผมก็เช่นกันตอนนี้ปากยิ้มจนเกือบฉีกถึงหูทั้งสองข้าง

สุดท้ายฝ่ายชายก็โยกป้ายตกลง เป็นอันสมหวังกันไปคู่ ร่วมทั้งคนดูอื่นๆที่ร่วมลุ้นด้วย

ในฐานะที่อ่อนประสบการณ์ค่อนไปทางด้านด้อยโอกาสทางความรัก ผมค่อนข้างนับถือคนที่กล้าสารภาพรัก ผมว่าต้องใช้ความกล้าพอสมควรเลยทีเดียว
คำว่า "รัก" คำสั้นๆง่ายๆที่คนพูดอาจจะใช้เวลานานนับปีเพียงเพื่อจะพูดคำนี้ออกมาแค่ไม่กี่วินาที

ที่คำสั้นๆคำนี้มันพูดยากบางทีอาจเป็นเพราะความกลัว
"กลัวในความสัมพันธ์ที่อาจจะเปลี่ยนไป"

ก็เพราะว่าโลกนี้ไม่ง่ายดายขนาดที่ว่าคนสองคนจะมองตากันแล้วรักกันขึ้นมาโดยพร้อมเพรียง ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มก่อน บอกรักก่อน
การบอกรักจึงถือว่าเป็นจุดๆหนึ่งที่เปลี่ยนสถานะของคนทั้งคู่ เป็นจุดที่ทลายกำแพงแห่งความกล้าและความกลัวของฝ่ายที่จะบอกรัก
ซึ่งต้องใช้ทั้งความกล้า ความมั่นใจ และการทำใจเกี่ยวกับผลลัพธ์สุดท้ายที่ตามมาพอสมควร

จึงไม่แปลกเลย ที่หลายๆคนไม่กล้าที่จะบอกรัก

ผมว่าวินาทีที่บอกรักและอีกฝ่ายตอบตกลงเป็นวินาทีที่วิเศษและพิเศษมากๆ
 
ที่เขียนบล็อกนี้ในวันนี้ไม่ได้มาสร้างแรงบันดาลใจหรือให้ใครไปสารภาพรักหรอกครับ ทุกๆอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองตัดสินใจนั่นล่ะ

ไม่รู้ว่าเรื่องราวของทั้งคู่ที่สมหวังกับการบอกรัก หรือผิดหวังกับการบอกรักจะเป็นอย่างไรต่อไป รวมทั้งคู่ที่ไม่กล้าบอก และกำลังตัดสินใจที่จะบอกรักอีก
อย่างไรการบอกรักมันก็เป็นแค่อีกจุดเริ่มต้นหนึ่งของความรักเท่านั้นเอง การที่จะประคับประครองความรักให้ไปตลอดรอดฝั่งนั่นล่ะผมว่าน่าจะสำคัญที่สุด

ขอให้สุขกับความรักทุกคนครับ

พรุ่งนี้วันเด็ก เด็กวันพรุ่งนี้

ช่วงหลายวันมานี้ ในทวิตเตอร์หลายๆคนต่างสนุกสนากับการเปลี่ยนภาพแทนตัวของตัวเองเป็นภาพตอนเด็กกันยกใหญ่
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะใกล้จะวันเสาร์ที่สองของทุกปี นั่นคือวันเด็ก

ตอนเด็กๆผมไม่ค่อยสนใจ ไม่ได้ตื่นเต้นกับวันเด็กเท่าไรนัก เพราะไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวที่ไหนไกลๆกับเขา เลยไม่มีโอกาสได้ปีนเครื่องบิน ขี่รถถัง หรือนั่งเก้าอี้นายกเหมือนเด็กคนอื่นๆ จำได้ลางๆว่าเคยไปต่อแถวรับขนมกับเขาครั้งหนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น
วันเด็กในวัยเด็กของผมมีความตื่นเต้นเพียงอย่างเดียวคือจะมีการ์ตูนตอนพิเศษที่ไม่มีฉายตามเวลาปกติมาฉายให้ดูเสียมากกว่า

ผมติดการ์ตูนตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้ก็ยังอ่านอยู่ วันนี้ก็เหมือนกันผมออกไปเช่าการ์ตูนมาอ่านแก้เบื่อยามบ่ายตามปกติ
น้องสาวร้านเช่าการ์ตูนยังคุยเก่งเหมือนเดิม เธอเปิดประเด็นเรื่องวันเด็ก
"พี่ พรุ่งนี้วันเด็กพี่ไปเที่ยวไหนเปล่า"
"ไม่ไปอ่ะ โตแล้ว"
"โธ่ พี่  พาหลานพาอะไรไปเที่ยวก็ได้"
"พี่ไม่มีหลานอ่ะ"

เราคุยกันสักครู่ ผมเลือกหนังสือที่อยากอ่านครบ ผมก็ชิงตัดบทหนีออกมาเพราะดูท่าถ้าคุยต่อคงจะอีกยาว

ถึงบ้าน กินข้าว อาบน้ำหมาเสร็จ ตั้งท่าจะอ่านหนังสือ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ปลายสายเป็นพี่สาวใจดีวานให้ไปรับลูกสาวทั้งสองที่โรงเรียนให้หน่อย ผมลืมไปสนิทสองคนนี้น่าจะถือสิทธิ์เป็นหลานผมก็ว่าได้ คนโตชื่อมะแม อยู่ป.1 คนเล็กชื่อมะเหมี่ยว อยู่อนุบาล
พี่สาวใจดีเป็นลูกของป้า ซึ่งป้าเป็นพี่สาวของพ่อผม แสดงว่าลูกสาวของลูกสาวป้าก็น่าจะเป็นหลานของผมอีกที

งงไหม ??  สรุปง่ายๆว่าผมต้องไปรับหลานที่โรงเรียนนั่นล่ะครับ

"เข้าประตูอีกฝั่ง เดินเข้าไปแล้วก็เลี้ยวซ้าย ถ้าไม่เจอก็เดินๆดู น้องจะนั่งรออยู่แถวๆนั้นล่ะ" พี่สาวผมสรุปง่ายกว่า ผมเคยแต่ขี่รถผ่านไม่เคยไปรับหลานสักครั้ง

แต่ในที่สุดก็ถึงโรงเรียน

ผมเดินตามผู้หญิงข้างหน้าซึ่งคาดว่าเป็นผู้ปกครองมารับน้องเหมือนกัน

ทันทีที่เข้าไปในโรงเรียนก็เหมือนกับหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง เด็กประถม เด็กอนุบาลวิ่งกันให้พล่าน เพราะวันนี้มีจัดงานวันเด็ก
เวทีขนาดใหญ่ด้านขวามือมีวงดนตรีสดเล่นอยู่ พร้อมแดนเซอร์ตัวน้อยๆกว่าร้อยอยู่ด้านล่างเวที และบนเวทีอีกนับสิบ น่าสนุกมากๆ

ผมเดินหาหลานตามเส้นทางที่ท่องมา สักครู่ก็เจอหลานคนโตนั่งรอหลานคนเล็กอยู่หน้าห้องเรียน พร้อมของพะรุงพะรัง คาดว่าน่าจะได้รับมาจากการแจก
"ทำไมแม่ไม่มารับอ่ะ"
"แม่ไม่ว่างเลยให้พี่มารับ เนี่ยเดินหาตั้งนานเนี่ย"
"ทำไมเดินตั้งนานอ่ะ"
"หาไม่เจออะดิ"
"พี่กานต์ไม่เคยมาเหรอ"
"อืม"

สักครู่หลานสาวคนเล็กก็ออกมาจากห้อง ครบคนผมก็พาตัวแสบทั้งสองซ้อนมอเตอร์ไซต์ เอาของทั้งหลายไว้ที่ตะกร้าหน้ารถ

"ทำไมมาทางนี่อ่ะ" เจ้าตัวเล็กถามขึ้นบ้าง
"แล้วทุกทีไปทางไหน"
"ไปอีกทางนึงทางนู้น"
"พี่พามาเที่ยวไงมาทางนี้"

ผมขี่รถด้วยความลำบากพอสมควร เจ้าตัวเล็กส่งเสียงเจื้อยแจ้วตลอดทาง ส่วนเจ้าตัวใหญ่ลมตีหน้าเข้าหน่อยผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ต้องคอยเอามือข้างหนึ่งจับหลานไว้ แต่ในที่สุดก็ถึงบ้านจนได้

มีแวบหนึ่งของความคิดและความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาให้คิดและนึกถึง เป็นแวบเดียวที่ผมรู้สึกว่าได้กลับเป็นเด็กอีกครั้งในเหตุการณ์ไปรับหลานครั้งนี้

โลกของเด็กยังคงสวยงามเสมอ การมองโลกด้วยความสดใส ตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ตื่นเต้นกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญคือจินตนาการ ในโลกจินตนาการของเด็กๆไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ผมว่าไม่แปลกเลยที่หลายๆคนอยากจะเป็นเด็ก

พรุ่งนี้วันเด็ก ก็ขอให้เรายังเป็นเด็กในวันพรุ่งนี้และต่อๆไปด้วยแล้วกัน

—————————————————————
ป.ล. ในที่สุดก็ลากยาวจนข้าวันจนได้ เหอเหอ เรื่องนี้เขียนคืนวันศุกร์นะจ๊ะ ไม่ต้องงเน้อ

สวัสดีปีเสือ 2553

ากนี้ไปก็จะย่างก้าวเข้าสู่ปีเสือ 2553 แล้ว ละครับ เป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ผมจะมาเขียนบอกเล่าเรื่องราวผ่านพื้นที่เล็กๆแห่งนี้

ไปรื้อดู Entry เก่าๆ (รู้สึกช่วงนั้นจะเขียนบ่นไร้สาระมาก 555) เริ่มเขียนบล็อกนี้ครั้งแรก วันที่ 12 มกราคม 2549 ถ้าถึงวันที่ 12 มกราคม 2553 บล็อกนี้ก็จะครบรอบ 4 ปีแล้ว นานเหมือนกันนะเนี่ย
บล็อกนี้เคยผ่านเหตุการณ์ปีใหม่แค่ 3 ครั้ง รวมครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งที่ 4 แล้ว
หลายๆปีที่ผ่านมาผมจะพูดถึงเรื่องที่น่าสนใจของปีต่อไป แต่ปีที่ผ่านมานี้ มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เป็นเหตุการณ์สำคัญผ่านมาในชีวิตผม เลยจะขอเอ่ยถึงสักหน่อย
เอาตาม Timeline แล้วก็ที่นึกๆออกแล้วกันนะครับ

-เรียนจบ ในที่สุดความพยายามที่ทำมาก็ส่งผลสำเร็จ (แม้จะช้าไปนิดก็ตาม อิอิ)

-บวช ผมเป็นว่าหน้าที่ของผู้ชายชาวพุทธนะครับ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้บวชทดแทนพระคุณพ่อแม่ ได้อะไรพอสมควรเลยทีเดียวกับการบวช

-หลังจากสึกออกมาช่วงรอรับปริญญา วันที่ 18 พฤษภาคม รวมหัวดอทคอมก็ได้ถือกำเนิดบนโลกไซเบอร์แห่งนี้จากความอยากทำอะไรสักอย่างของผู้ชายสามคน  ฮ่าๆ

-เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์อีกพิธีหนึ่ง ถึงแม้ว่าตอนรับผมจะไข้ขึ้นก็ตาม

-งานแรกในชีวิต เป็นความประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลย ได้ประสบการณ์ ได้มิตรภาพ ได้ทำอะไรใหม่ๆที่ยังไม่เคยทำ  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆครับ ขอบคุณทุกๆคนที่อยู่ที่ศูนย์มากๆครับสำหรับช่วงเวลาดีๆ (ไว้ถ้ามีโอกาสอาจจะได้เขียนเรื่องราวความประทับใจผ่านพื้นที่นี้ หรือที่ไหนสักที่ให้ได้อ่านกัน)

-การมาถึงของ facebook และ twitter ตอนนี้ติด facebook กับ twitter มากถึงขนาดทิ้ง Hi5 ไปแล้ว ฮ่าๆ

-ได้หัดเล่น Keyboard ด้วย หุ้นกับน้องซื้อคีย์บอร์ดกิ๊กก๊อกมาลองเล่นดู ก็โอเคในระดับหนึ่ง ชอบอ่ะ ตอนนี่ก็พอเล่นเพลงง่ายๆได้บ้างแล้ว

-อย่างอื่นก็น่าจะเป็นการจดบันทึก ตั้งแต่เริ่มทำงานก็เขียนบันทึกทุกวันตลอดจนถึงวันนี้ก็ยังเขียนอยู่ ผมว่ามันทำให้เราได้ทบทวนตัวเองนะว่าแต่ละวันเราทำอะไรไปบ้าง มีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตบ้าง
งานเขียน อย่างในบล็อกนี้ก็รู้สึกว่าจะเขียนอะไรที่เป็นระบบระเบียบมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองชอบเขียนเรื่องสั้นซะแล้วล่ะ ตอนนี้มีพล็อตอยู่หลายๆพล็อต ไว้คงมาเขียนให้ได้อ่านกัน

-อ่อ อีกอย่าง เรื่องหนังสือ รู้สึกว่าอ่านหนังสือได้น้อยลงตั้งแต่เข้าหอสมุดไปยืมหนังสือฟรีไม่ได้ 555 ก็ยังซื้ออ่านอยู่แต่ก็เลือกที่สนใจๆเอาให้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ตอนนี้สนใจพวกนิยายวิทยาศาสตร์ จักรวาลและอวกาศ การเดินทางข้ามกาลเวลา กำเนิดโลก กำเนิดจักรวาล อะไรพวกนี้มากๆ (ทำไมตอนเรียนวิทยาศาสตร์อยู่มันไม่ชอบเหมือนตอนนี้ก็ไม่รู้ เหอเหอ)

ไม่น่ามีอะไรแล้วมั้ง นึกไม่ออก นึกออกค่อยมาเขียนเสริมทีหลัง

ต่อไปเป็นเหตุการณ์สำคัญ สิ่งที่อยากทำ และเป็นสิ่งที่น่าสนใจของผมในปีหน้า

- อันดับแรกพยายามพัฒนารวมหัวดอทคอมให้ดีขึ้น ให้คนเข้าเว็บมากขึ้น ตอนนี้เฉลี่ยคนเข้าต่อวันประมาณ 300-400  (เคยทำได้สูงสุดในเดือนกันยายนมีอยู่วันหนึ่งคนเข้า 610 คน) ตอนนี้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ (จะเอาให้โรแมนติกหน่อยก็วันที่ 14 กุมภาแล้วกัน) จะทำให้รวมหัวดอทคอมมีคนเข้า 1000+ ต่อวันให้ได้ ขอตั้งเป้าหมายเล็กๆไว้ก่อน วันวาเลนไทน์จะมารายงานผลให้ทราบว่าเป็นไงบ้าง ขอเรียกโปรเจคต์นี้ว่าโปรเจคต์ Before Valentine แล้วกันครับ

-เกณฑ์ทหาร อีกหนึ่งหน้าที่ของชายไทย ผ่อนผันมาหลายปี ปีนี้คงวัดดวงกันจริงๆแล้ว ช่วยลุ้นกันหน่อยนะครับ (เสียดายปีที่แล้วเกรดตัวสุดท้ายออกช้าไปหน่อย ใบทรานสคริปต์ยังไม่ขึ้นวันจบ ไม่งั้นวัดดวงไปแล้ว)

-หมอดูบอกว่าผมจะเจอเนื้อคู่ปีนี้ครับ ก็คอยดูกันต่อไปแล้วกันเนอะ 555

-แต่งเพลงเพิ่ม (6เดือนหลังของปีนี้ ไม่มีเพลงใหม่เลย เขียนไว้ 2-3 เพลงค้างไว้ ยังไม่จบสักเพลง เหอเหอ) อยากเล่นคีย์บอร์ดให้เก่งขึ้น กีตาร์ก็ด้วย

-อยากพัฒนางานเขียนให้ดีขึ้น

-เรียนเพิ่มเติม ตอนนี้เล็งๆนิเทศ สื่อสิ่งพิมพ์ของ มสธ.ไว้ เพราะเรียนอยู่กับบ้านได้ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ เรียนตรงนี้หวังว่าน่าจะช่วยด้านงานเขียนได้
อยากเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ตั้งใจว่าปี(ที่จะถึง)นี้หางานทำเก็บเงินก่อน ปีต่อไปค่อยเรียน ป.โทก็อยากเรียนเหมือนกัน แต่คงต้องเก็บเงินก่อน

-อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น ให้หลากหลายขึ้น

-ศึกษาเรื่อง Internet Marketing ให้มากขึ้น และลงมือทำ

มาดูหนังที่ผมสนใจของปีหน้ากันบ้างดีกว่า

-โนดาเมะ ภาคหนังโรง หลังจากที่มีการฉายทางทีวี รู้สึกว่าจะสร้างภาคต่อโดยฉายทางหนังโรงแทน

-20th Century Boy: The Chapter Three น่าจะภาคจบแล้วมั้งเนี่ย ไม่เคยอ่านการ์ตูนเลยงงๆหน่อย คงหาการ์ตูนมาอ่านน่าจะเข้าใจได้มากขึ้น

-After School วิ่งสู่ฝัน  เรื่องนี้น่าดูอ่ะ รู้สึกว่าจะเป็นหนังเพลง (เคยได้ยินโฆษณาว่า "เป็นหนังเรื่องแรกที่คุณจะร้องเพลงในโรงหนัง" ขนาดนั้นกันเลยทีเดียว)

-บ้านฉัน…ตะหลึ่งตึ่งโป๊ะ หนังของ GTH เรื่องแรกในปีนี้ ที่น่าดูเพราะ พอลล่าเล่น !!!

-Alice in Wonderland  เคยดูรีวิวมาบ้าง รู้สึกจะเป็นอริสตอนโตแล้วหลุดเข้าไปในโพรงกระต่ายอีกครั้ง

-9 วัด (Secret Sunday)  นุ่น ศิรพันธ์ ฉีกลุคดากานดา ย้อมผมทองมาเลยทีเดียว รู้สึกจะเป็นหนังผีการเดินทางของหญิงชายที่เป็นแฟนกันและพระอีกหนึ่งรูป เดินทางไปวัด ทั้ง 9 แต่ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น มีเรื่องของกรรมมาเกี่ยวข้องด้วย

-ฮู อาร์ ยู (WHO R U?) นกสินจัยในบทแม่ค้าขายหนังแผ่น กับลูกที่เป็นโรคฮิคิโคะโมริ (โลกหลีกหนีสังคม) เก็บตัวอยู่ให้ห้อง 5 ปี ด้วยความเป็นห่วงลูก เลยไม่ได้เข้าไปดูลูก ส่งข้อความให้กันผ่านทางกระดาษรอดใต้ประตู แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าคนที่อยู่หลังประตูใช่ลูกของเธอจริงๆหรือเปล่า แล้วเรื่องราวประหลาดก็เกิดขึ้นเมื่อมีคนอยากรู้อยากเห็นเรื่องหลังประตู พล็อตเรื่องแปลกดีแฮะ (น้องตาลเล่นด้วย ไปดูเรื่องนี้เพราะน้องตาลลลล อีกคนที่น่าจับตามองคือ สตาร์บัคส์-พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล ที่แจ้งเกิดจากสาระแนห้าวเป้ง)
เรื่องนี้ผมแนะนำเลย ผลงานกำกับของภาคภูมิ วงษ์จินดา (รักเธอเท่าฟ้า, รับน้องสยองขวัญ, วิดีโอคลิป) เขียนบทโดยเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ (13 เกมสยอง, บอดี้ ศพ#19) แค่สองคนี้ก็การันตีได้แล้วครับว่าน่าดูขนาดไหน

-นาคปรก เรื่องราวของสามโจร ปล้นเงิน พอถูกตำรวจไล่ต้อนก็เอาเงินไปซ่อนไว้ในวัด ทีนี้พอจะไปเอาเงินก็เลยบังคับให้พระโกนหัวบวชให้เข้าไปในวัด แล้วก็มีเหตุการณ์ขโมยพระเกิดขึ้น โจรสามคนนี้ดันไปจับโจรขโมยพระ เรื่องมันก็เลยพลิกไปพลิกมา ต้องดูกันต่อไป มีเต๋าสมชาย กับเรย์ แมคโดนัลด์เล่นด้วยเรื่องนี้

-สาระแนสิบล้อ ไม่รู้พี่แกจะเอายังไงกันอีกกับหนังเรื่องนี้ ปีที่แล้วก็สร้างชื่อเสียงกับสาระแนจังมาแล้ว เรื่องนี้มีมาริโอ้เล่นด้วย

-ตำนานสมเด็จนเรศวรมหาราช 3-4 สองภาคแรกผมก็ยังไม่ได้ดูนะ กะดูรวดเดียวเลย ได้ไม่ขาดตอน แหะแหะ

-14 หนังภาคต่อของ 13 เกมสยอง หวังว่าจะเขาปีนี้นะ เห็นโปสเอตร์แล้วแว้บๆ (เห็นในพันทิปมีหนังชื่อ 13 ด้วย ไม่แน่ใจว่าเป็นภาคที่ฮอลลี่วู้ดเอาไปรีเมคหรือเปล่า)

-อินทรีแดง เรื่องนี้น่าดูแฮะ อนันดาเป็นอินทรีแดง ญารินดาเป็นนางเอก แถมมีพี่สิงห์ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล อีกต่างหาก

-ไม่มีคำตอบจากปากเซ น่าจะออกแนวๆสะบายดีหลวงพระบางมั้ง เร แม็คโดนัลด์เป็นพระเอกประกบคู่ คำลี่ พิลาวง นางเอกสาวสวยจากเรื่องสะบายดีหลวงพระบางนั่นเอง ชอบสะบายดีหลวงพระบางมากๆ เรื่องนี้คงไม่พลาดแน่

จบละครับ หนังที่ผมสนใจ ใครมีเรื่องไหนน่าสนุกแนะนำกันเข้ามาได้นะ อาจจะพลาดบางเรื่องไป
ขออนุญาตไม่เอารูปกับที่มามาแปะนะ เพราะดูๆมาจากหลายๆที่จำไม่ค่อยได้เหมือนกัน ใครอยากรู้เรื่องไหนต่อก็อาศัยพี่กูเกิ้ลเอานะจ๊ะ แหะแหะ

ขอยาวๆสักครั้งส่งท้ายปีนะครับ

อนาคตไม่แน่ไม่นอน อย่าเพิ่งกังวล และคาดหวังอะไรไว้มาก อนาคตก็คือผลของการกระทำของวันนี้ เพราะฉะนั้นทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า แล้วมาดูกันตอนสิ้นปีหน้า ว่ามีอะไรที่สมหวัง และมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

สุดท้ายแล้วอวยพรดีกว่า ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ ขอให้สุขภาพแข็งแรง ให้ปีใหม่ที่จะถึง เป็นปีที่ดี เป็นปีที่ทุกๆคนพร้อมจะเริ่มต้นทำอะไรที่ดีๆ ขอให้ความต้องการนั้นสมหวังดั่งตั้งใจทุกประการ

เจอกันใหม่ปีหน้าครับ สวัสดีครับ